ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย (อ.ดร.กมลพร สอนศรี)

การวิจัยคืออะไร????

เป็นการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้เกิดความรู้ ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ การศึกษาค้นคว้า เพื่อมุ่งหาความรู้เพิ่มขึ้น กับการศึกษาอย่างมีระบบและความรู้ที่ค้นพบนั้น จะนำไปใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงาน หรือเพิ่มหลักการต่างๆให้สมบูรณ์มากขึ้น

• งานวิจัยเป็นกระบวนการ
• การดำเนินการทุกอย่าง
   เป็นไปตามขั้นตอน
• แต่ละขั้นตอนมีกิจกรรมที่แตกต่างกัน
ความหมายของการวิจัย
ž- Research มาจากคำว่า re หมายถึงอีกครั้งหนึ่งหรือการทำซ้ำ และคำว่า search มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า cerchier หมายถึงการเสาะหา การค้นคว้า หรือ การสำรวจโดยทั่งถึงอย่างระมัดระวังเพื่อจะค้นหาสิ่งหนึ่งสิ่งใด
– การวิจัย หมายถึง การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ ระเบียบ แบบแผนตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาคำตอบที่ต้องการ
ลักษณะของการวิจัยที่ดี
1.ความสอดคล้องกับการแก้ปัญหา
2.ความสมบูรณ์ของการศึกษาวรรณกรรม
3.ระเบียบวิธีการวิจัยถูกต้อง
4.การวิเคราะห์ข้อมูล – ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับประเภทของข้อมูล
5.การนำเสนอข้อมูล – มีวิธีการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ
6.การย่อและการสรุป – ผู้วิจัยจะต้องย่อและสรุปเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์แต่ละข้อ และสะท้อนถึงขอบเขตของการวิจัยและเนื้อหาที่ศึกษา
7.ความเที่ยงตรง
8.ความเชื่อมั่น – ขจัดความรู้สึกส่วนตัวและความลำเอียงออกไปให้หมด
9.รูปแบบรายงานการวิจัย – ผู้วิจัยจะเขียนรายงานการวิจัยด้วยถ้อยคำภาษาที่เข้าใจง่ายกะทัดรัดแล้วจะต้องคำนึงถึงรูปแบบ
10.ขอบเขตของเวลา
11 22
ประเภทของการวิจัยทางสังคมศาสตร์
การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
ž- เป็นการศึกษาความเป็นมาหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต
ž- “การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เป็นการจัดเรียบเรียงข้อมูลเรื่องราวในอดีตอย่างเป็นระบบและมีความถูกต้องน่าเชื่อถือเป็นวัตถุวิสัย โดยการรวบรวมประเมินผล ทบทวนความจริง และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อให้ได้มูลความจริงและสรุปเหตุผลตามสมมติฐาน”

– การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์มีคุณค่าหลายประการ

ลักษณะของการวิจัย

1.ข้อมูลที่ศึกษาได้มาจากข้อมูลของคนอื่นมากกว่าของนักวิจัย
2.ข้อมูลการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ประกอบด้วย ข้อมูลปฐมภูมิ ที่นักวิจัยสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์ด้วยตนเองโดยตรง กับ ข้อมูลทุติยภูมิ ที่คนอื่นจัดเรียบเรียบหรือทำเป็นรายงานไว้
3.การวิพากษ์ในการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์มาจาก 2 ส่วน คือ การวิพากษ์ภายนอก (ความน่าเชื่อถือของข้อมูลทุติยภูมิหรือเอกสารดั้งเดิม) และ การวิพากษ์ภายใน (ความถูกต้องของการวิเคราะห์ข้อมูลโดยปราศจากอคติ ข้อจำกัด และแรงจูงใจของนักวิจัย
4.การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์คล้ายกับการศึกษาวรรณกรรม การศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ จะต้องดำเนินการอย่างละเอียดลออ

ขั้นตอนของการวิจัย

1.การนิยามปัญหา
2.การกำหนดวัตถุประสงค์
3.การเก็บรวบรวมข้อมูล
4.การประเมินผลข้อมูล
5.การรายงานผลการวิจัย ประกอบด้วย
   1) ความสำเร็จของปัญหา
   2) วัตถุประสงค์
   3) การศึกษาวรรณกรรม
   4) ข้อตกลงเบื้องต้น
   5) สมมติฐานและวิธีการทดสอบสมมติฐาน
   6) ผลการวิจัย
   7) การอภิปรายและการสรุปผล
   8) บรรณานุกรมตัวอย่างของการวิจัย

ž- การวิจัยวิวัฒนาการการเกษตรของประเทศไทย
– žการวิจัยการตั้งชุมชนเผ่าต่างๆ ในประเทศไทย
– žการวิจัยประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเพื่อทดสอบกับสมมติฐานที่ว่าคนไทยอพยพมาจากทางตอนเหนือของประเทศจีน
การวิจัยเชิงสำรวจ

“เป็นการเก็บข้อมูลจากประชาชนในลักษณะที่เป็นธรรมชาติเพื่อทราบการกระจายและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร”

“มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมข้อมูล สารสนเทศจากคนเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก แผนการความเชื่อ ตลอดจนภูมิหลังด้านต่างๆ ของเขา”

“มีการเก็บข้อมูลในแต่ละช่วงเวลา เพื่อ 1) พรรณนาธรรมชาติของสภาวการณ์ในขณะนั้น 2) เปรียบเทียบสภาวการณ์จริงกับมาตรฐาน หรือ 3) วัดความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ดังนั้นผลของการวิจัยเชิงสำรวจอาจผันแปรไปตามความซับซ้อนของข้อมูล”

ลักษณะของการวิจัย

1.การวิจัยเชิงสำรวจเป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบในแต่ละช่วงเวลาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และมุ่งตรวจสอบสมมติฐานการวิจัย
2.การวิจัยเชิงสำรวจประกอบด้วยการวิจัยเชิงพรรณนาและการวิจัยเชิงอธิบายโดยจะเน้นเพื่อการพรรณนามากกว่าการอนุมานเชิงเหตุผล
3.เป็นการวิจัยที่เก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งที่รวบรวมไว้แล้ว และข้อมูลปฐมภูมิ ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มีความเป็นตัวแทนที่ดี
4.เป็นการวิจัยที่เชื่อมโยงกันระหว่างประชากรกับกลุ่มตัวอย่าง

ขั้นตอนของการวิจัย

1.การกำหนดปัญหาหรือข้อการวิจัย
2.การกำหนดคำถามและสมมติฐานการวิจัยเกี่ยวกับ อะไร และ อย่างไร
3.การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย
4.การออกแบบการวิจัย คือ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง การเลือกตัวอย่าง เครื่องมือสำรวจข้อมูล และวิธีการสำรวจ
5.การดำเนินการวิจัย ได้แก่ การเลือกตัวอย่าง การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ และการเก็บข้อมูล
6.การสรุป ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปผล และการเขียนรายงาน
7.การนำเสนอผลการวิจัย

การเก็บข้อมูล

1.    การสัมภาษณ์
2.    การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
3.    การส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์

Cohen and Manion กล่าวว่าควรจะได้รับแบบสอบถามทั้งหมดคืนร้อยละ 70-80 ดังนั้นถ้าหากครั้งได้รับคืนร้อยละ 40 ก็ควรจะติดตาม 3 ระยะเพื่อให้ได้                  แบบสอบถามคืนให้มากที่สุด

แบบสอบถามได้รับคืนครั้งแรก  ร้อยละ 40

การติดตามครั้งที่ 1 ได้รับคืน  ร้อยละ +20

การติดตามครั้งที่ 2 ได้รับคืน  ร้อยละ +10

การติดตามครั้งที่ 3 ได้รับคืน  ร้อยละ +5

รวม  ร้อยละ 75

4. การเก็บข้อมูลโดยเทคนิค Delphi

ตัวอย่างของการวิจัย

1.การสำรวจประชาพิจารณ์
2.การวิจัยด้านการตลาด การบริโภคสินค้าต่างๆ
3.การวิจัยทางการเมือง
4.การวิจัยกลยุทธ์ทางการส่งเสริมการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
5.การวิจัยความสนใจการรับชมรายการวิทยุโทรทัศน์หรือการรับฟังรายการวิทยุกระจายเสียง
6.การวิจัยบทบาทสตรีหรือสตรีที่ประกอบอาชีพเกษตรต่อการพัฒนาชุมชน
การวิจัยเชิงพรรณนา
žเป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาสภาพการณ์ ความสนใจและข้อเท็จจริงใหม่ๆ ว่ามีอะไรบ้าง โดยไม่ประสงค์จะแสวงหาคำอธิบายปรากฏการณ์ ไม่ได้หาคำตอบว่า
ทำไมถึงเกิดขึ้น และ เกิดขึ้นอย่างไร

ลักษณะของการวิจัย

การวิจัยเชิงพรรณนาใช้เหตุผลที่แท้จริงพรรณนาสถานการณ์หรือเหตุการณ์โดยไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเพื่อการค้นพบหรือการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ไม่ต้องทดสอบสมมติฐานและทำนายปรากฏการณ์

จุดมุ่งหมายของการวิจัยเชิงพรรณนาที่สำคัญมีดังนี้

1.รวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อพรรณนาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
2.จำแนกปัญหา แสดงเหตุผลสนับสนุนเงื่อนไขและการปฏิบัติในปัจจุบัน
3.เปรียบเทียบและประเมินผล
4.ตัดสินว่าข้อมูลที่ได้นั้นเหมือนกันกับปัญหาหรือสถานการณ์หรือไม่ ผลที่ได้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและการวางแผนในอนาคตหรือไม่

ขั้นตอนของการวิจัย

1.กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
2.ออกแบบการวิจัยว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร เลือกสิ่งที่จะศึกษาอย่างไร เป็นต้น
3.การเก็บรวบรวมข้อมูล
4.การรายงานผล

ตัวอย่างของการวิจัย

1.การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทราบทัศนคติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
2.การสำรวจชุมชนเพื่อกำหนดความต้องการส่งเสริมอาชีพการเกษตร
3.การวิเคราะห์ภาระงาน
4.การสำรวจข้อมูลเบื้องต้นทั่วไป

ลักษณะของการวิจัย

การวิจัยเชิงพรรณนาใช้เหตุผลที่แท้จริงพรรณนาสถานการณ์หรือเหตุการณ์โดยไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเพื่อการค้นพบหรือการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร  ไม่ต้องทดสอบสมมติฐานและทำนายปรากฏการณ์

จุดมุ่งหมายของการวิจัยเชิงพรรณนาที่สำคัญมีดังนี้

1.รวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อพรรณนาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
2.จำแนกปัญหา แสดงเหตุผลสนับสนุนเงื่อนไขและการปฏิบัติในปัจจุบัน
3.เปรียบเทียบและประเมินผล
4.ตัดสินว่าข้อมูลที่ได้นั้นเหมือนกันกับปัญหาหรือสถานการณ์หรือไม่ ผลที่ได้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและการวางแผนในอนาคตหรือไม่
การวิจัยการพัฒนา
ž- เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาการพัฒนาของสิ่งต่างๆ จากช่วงเวลาหนึ่งไปสู่ช่วงเวลาหนึ่ง การศึกษาการพัฒนาจะเกี่ยวข้องกับ การวิจัยระยะยาว มีการวัดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ศึกษาเป็นระยะ
– žการวิจัยการพัฒนาจะเกี่ยวข้องกับ การวิจัยภาคตัดขวาง ซึ่งเป็นการศึกษาความแตกต่างของมนุษย์ในเรื่องต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลา

ลักษณะของการวิจัย

1.    เน้นการศึกษาตัวแปรและการพัฒนาของตัวแปรตามเดือนหรือปีว่ามีรูปแบบการพัฒนา อัตรา ทิศทาง และผลการพัฒนาอย่างไร และความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ มีผลกระทบอย่างไร
2.    การเลือกวิธีการวิจัยในระยะยาวมีความยุ่งยาก มีข้อจำกัดในการติดตามกลุ่มตัวอย่าง
3.    การใช้การวิจัยภาคตัดขวางช่วยในการวิจัยอาจพรรณนาปัจจัยการเจริญเติบโตได้น้อยกว่าการวิจัยระยะยาว
4.    การใช้การวิจัยแนวโน้มหรือการวิจัยเพื่อทำนายยังมีความไม่แน่นอน เพราะยังมีความอ่อนไหว จึงไม่สามารถทำนายปัจจัยต่างๆ ได้ถูกต้องแม่นยำ

การวิจัยการพัฒนาประกอบด้วย การวิจัยแนวโน้มหรือการวิจัยเพื่อทำนาย (trend หรือ prediction study)

ขั้นตอนของการวิจัย

1.การนิยามปัญหาและการกำหนดวัตถุประสงค์
2.ศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดระดับมาตรฐาน (baseline) สารสนเทศที่มีอยู่และเปรียบเทียบวิธีการวิจัย รวมทั้งเครื่องมือและเทคนิคการเก็บข้อมูล
3.การกำหนดแบบแผนของการวิจัย
4.การเก็บข้อมูล
5.การประเมินผลข้อมูลและการรายงานผล

ตัวอย่างของการวิจัย

1.การวิจัยอย่างต่อเนื่องเรื่องการเรียนของนักเรียนกลุ่มใหญ่
2.การศึกษาความเจริญก้าวหน้าของนักเรียนในระยะยาว
3.การศึกษาภาคตัดขวางของความเจริญก้าวหน้าของนักเรียน
4.การศึกษาแนวโน้มความต้องการด้านการศึกษาหรือการพัฒนาเพื่อการส่งเสริมอาชีพของชาวชนบทจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
การวิจัยแบบการศึกษาเฉพาะกรณี
žหรือ การวิจัยสนาม (field study research) เป็นการศึกษาภูมิหลัง สถานภาพปัจจุบัน และสภาพแวดล้อมของการปฏิสัมพันธ์ของสังคม โดยอาจศึกษาเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่ม หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง

ลักษณะของการวิจัย

1.เป็นการวิจัยสังคมในแนวลึก
2.ถ้าเปรียบเทียบกับการวิจัยเชิงสำรวจแล้ว
3.การวิจัยแบบการศึกษาเฉพาะกรณีเป็นการศึกษาแบบสังเกต (observation study)

– การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participant observation)

– การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (non-participant observation)

จุดแข็ง    –   ให้ได้ข้อมูลเฉพาะด้านอย่างลึกซึ้ง

จุดอ่อน   –  เป็นการศึกษาเน้นเฉพาะจุด จึงไม่เป็นตัวแทนของ  ประชากรทั้งหมด

ขั้นตอนของการวิจัย

1.การกำหนดวัตถุประสงค์ โดยจะต้องทราบว่าจะศึกษาอะไร มีลักษณะอย่างไร มีความสัมพันธ์และกระบวนการที่เป็นทิศทางในการศึกษาอย่างไรบ้าง
2.การออกแบบการศึกษา โดยพิจารณาว่าจะเลือกหน่วยที่จะศึกษาอย่างไร แหล่งข้อมูลมีเพียงพอหรือไม่ และจะใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยวิธีใด
3.การเก็บข้อมูล
4.บูรณาการข้อมูล
5.รายงานผลการวิจัยและอภิปรายความสำคัญของผลการวิจัย

ตัวอย่างของการวิจัย

1.การศึกษาแนวลึกครอบครัวเกษตรกรที่ทำการเกษตรทฤษฏีใหม่ประสบผลสำเร็จ
2.การศึกษาเฉพาะกรณีด้านวัฒนธรรมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตมหานคร
3.การศึกษาวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของชาวเขาแต่ละเผ่า
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์
ž- เป็นการวิจัยหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ เพื่อทราบการแปรผัน (variation) ของปัจจัยหนึ่งกับการแปรผันของอีกปัจจัยหนึ่งหรือปัจจัยอื่นๆ ความมุ่งหมายของการ   ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหรือความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ก็เพื่อการทำนายและการควบคุมพฤติกรรม (Cohen and Manion 1985: 149)

ลักษณะของการวิจัย

1. เหมาะสำหรับการค้นหาความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ซับซ้อน และไม่สามารถควบคุมตัวแปรต่างๆ ได้
2. เป็นการวิจัยที่มีการวัดตัวแปรและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ได้หลายตัวแปรพร้อมกัน
3. การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์มีข้อจำกัดบางประการ คือ
   1)เป็นเพียงการบอกให้เราทราบว่าตัวแปรใดมีความสัมพันธ์กันบ้างโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดสาเหตุและผลของความสัมพันธ์
   2)มีความน่าเชื่อถือและความถูกต้องน้อย

ขั้นตอนของการวิจัย

  1. การนิยามปัญหา
  2. การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
  3. การออกแบบแนวทางวิจัย คือ จำแนกตัวแปรที่เกี่ยวข้อง เลือกสิ่งศึกษาที่เหมาะสม เลือกและพัฒนาเครื่องมือวัดที่เหมาะสม
  4. การวิเคราะห์และแปลความผลการวิจัย

ตัวอย่างของการวิจัย

  1. การวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างระดับคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนกับความสนใจ
  2. การวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างสภาพเศรษฐกิจและสังคมกับการยอมรับเทคโนโลยีของชาวชนบท
  3. การวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างการออกไปทำงานนอกบ้านของสตรีกับการมีบุตร

การวิจัยเชิงเปรียบเทียบเหตุและผล

  • žเป็น “การวิจัยเหตุผลเชิงประจักษ์จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต นักวิจัยจึงไม่ได้ควบคุมตัวแปรอิสระ การอนุมานความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตามจึงไม่มีทิศทางที่แน่นอน”
  • žการวิจัยเชิงเปรียบเทียบเหตุและผลนั้นเป็นการวิจัยหาสาเหตุจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อหาความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลโดยการสังเกตจากสภาพจริงที่เกิดขึ้นแล้วศึกษาย้อนไปในอดีต (retrospective) เพื่อค้นหาว่ามีปัจจัยหรือตัวแปรใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรือสภาวการณ์นั้น

ลักษณะของการวิจัย

เป็นการวิจัยหาตัวแปรหรือปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุและผลของพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักวิจัยเลือกศึกษาผล แล้วนำมาตรวจสอบเพื่อค้นหาสาเหตุ

ขั้นตอนของการวิจัย

1. การนิยามปัญหา
2. การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
3. การกำหนดสมมติฐาน
4. การกำหนดข้อตกลงเบื้องต้นบนพื้นฐานของสมมติฐานและวิธีการ
5. การออกแบบแนวทางการวิจัย
    1)ตัวแบบของสาเหตุ
    2)ตัวแบบการเปรียบเทียบสาเหตุ
6. การเลือกเทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล
7. การพรรณนา การวิเคราะห์ และการแปลผลการวิจัยให้ถูกต้องชัดเจน

ตัวอย่างของการวิจัย

  1. การวิจัยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในมหาวิทยาลัยของนักศึกษา
  2. การวิจัยปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเสพยาเสพติดของเยาวชน
  3. การวิจัยสาเหตุของความยากจนของเกษตรกร
การวิจัยเชิงปริมาณ
  • žเป็น “การวิจัยเหตุผลเชิงประจักษ์ที่ข้อมูลอยู่ในรูปของจำนวน เน้นข้อมูลที่มีตัวเลข และต้องใช้วิธีการทางสถิติวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปผลการวิจัย”
  • žเป็นการวิจัยที่มีข้อมูลอยู่ในรูปของจำนวน บอกให้ทราบถึงปริมาณมาก-น้อย สามารถใช้สถิติวิเคราะห์และวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม

ลักษณะของการวิจัย

  1. เป็นการวิจัยที่เน้นจำนวน สามารถวัดปริมาณได้ชัดเจน
  2. มีแบบแผนของการวิจัยที่คงที่แน่นอน ไม่เน้นบริบท (context-free) การสรุปผลจะนำไปใช้เพื่อทำนาย อธิบาย
  3. สามารถศึกษาวิจัยครอบคลุมประชากรและกลุ่มตัวอย่างปริมาณมากและกว้างขวาง
  4. สามารถตั้งสมมติฐานล่วงหน้า มีการควบคุมตัวแปรต่างๆ มีการสุ่มตัวอย่างที่ถูกต้อง การควบคุมหน่วยทดลอง และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติที่เหมาะสม

ขั้นตอนของการวิจัย

  1. การกำหนดประเด็นปัญหา
  2. การกำหนดคำถามและสมมติฐานการวิจัย
  3. การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย
  4. การออกแบบการวิจัย
  5. การดำเนินการวิจัย
  6. การสรุป
  7. การนำเสนอผลการวิจัย

ตัวอย่างของการวิจัย

  1. การวิจัยเชิงทดลองในสนามเกี่ยวกับความขัดแย้งในระหว่างกลุ่มกับการสร้างความร่วมมือ ความเห็นและความกดดันของสังคม
  2. การวิจัยแบบกึ่งทดลอง อาจทำการวิจัยเกี่ยวกับการรณรงค์การต่อต้านยาเสพติด การรณรงค์การส่งเสริมอาชีพ โดยเก็บข้อมูลเป็นช่วงๆ
  3. การวิจัยเชิงสำรวจ เช่น การวิจัยเรื่องกลยุทธ์ส่งเสริมการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การยอมรับเทคโนโลยีการเกษตรของเกษตรกร เป็นต้น

การวิจัยเชิงคุณภาพ

  • žเป็น “การวิจัยที่ข้อมูลไม่ได้อยู่ในรูปของจำนวน”
  • žเป็น “การวิจัยที่ไม่คำนึงถึงตัวเลขแต่พยายามเข้าหาข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับปรากฏการณ์จนสามารถสรุปข้อมูลด้วยภาษาตรรกวิทยา”
  • žเป็นการวิจัยเชิงคุณลักษณะของประชาชนและสังคมบนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เน้นข้อมูลที่เป็นจำนวนและวิเคราะห์ด้วยสถิติ

ลักษณะของการวิจัย

  • เป็นการวิจัยที่ศึกษาความจริงจากปรากฏการณ์ที่มีความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ สังคม หรือองค์การ การสรุปผลขึ้นกับนักวิจัย
  • ข้อสันนิษฐานของการวิจัยเชิงคุณภาพจะเกี่ยวข้องกับ กระบวนการ > ผลลัพธ์หรือผลผลิต
  • วิธีการวิจัยเป็นการอุปมานจากข้อสรุปกลุ่มย่อย ไปสู่บทสรุปใหญ่

 

ขั้นตอนของการวิจัย

  • การกำหนดประเด็นปัญหา
  • การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง (ไม่ควรกำหนดกลุ่มตัวอย่างมากเกินไป เพื่อให้สามารถศึกษาแนวลึกได้มาก)
  • การกำหนดเครื่องมือวิจัย
  • การเก็บข้อมูล (การสังเกต, การสัมภาษณ์, การเก็บข้อมูลจากเอกสาร, การใช้เครื่องมือบันทึกข้อมูลภาคสนาม และการใช้แบบสอบถาม)
  • การวิเคราะห์ข้อมูล
  • การจัดทำรายงานการวิจัย

ตัวอย่างของการวิจัย

ต้องออกแบบการวิจัยให้ครอบคลุม 4 ข้อถาม ดังนี้“จะใช้กลยุทธ์อะไรเก็บรวบรวมข้อมูล มีกรอบแนวคิดอะไรบ้าง จะเก็บข้อมูลจากใคร และจะเก็บและสังเกตข้อมูลอย่างไร”

  1. การวิจัยแบบเฉพาะกรณี เช่น โครงสร้างทางสังคมของชาวชุมชนแออัด เป็นต้น
  2. การวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธ์ เช่น การวิจัยชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ
  3. การวิจัยด้านวัฒนธรรมของมนุษย์ เช่น การวิจัยด้านวัฒนธรรมของชาวไทยภาคกลาง ชาวไทยอีสาน หรือชาวไทยล้านนา เป็นต้น

 R2R-Routine to Research

การวิจัย R2R  คือ การทำงานวิจัยจากงานประจำ หรือ ทำงานประจำจนเป็นงานวิจัย   โดยมุ่งเน้นที่จะนำการวิจัยไปพัฒนาการทำงานประจำของตนให้ดีขึ้นเป็นลำดับแรก  ไม่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ

เมื่อนักปฏิบัติเป็นนักวิจัย มีข้อได้เปรียบ คือ

  1. เป็น “คนใน” ทำให้มีข้อมูลก่อน  ทำวิจัยอย่างพอเพียง  
  2. การเป็น “นักปฏิบัติ” ทำให้มีโอกาสเห็นปัญหา อันจะนำมาสู่การกำหนดประเด็นการวิจัย
  3. สามารถทำวิจัยให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

แต่ก็มีข้อเสียเปรียบ คือ

  1. เวลา
  2. การขาดทักษะการวิจัยบางอย่าง เช่น สร้างเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูล
  3. ขาดความมั่นใจ ขาดประสบการณ์
  4. เป็น “คนใน” บางครั้งทำให้มองว่าปัญหาเป็นเรื่องปกติ แก้ไม่ได้ หรือเกิดจากระบบที่ซับซ้อนของการทำงาน

งานวิจัยกับการพัฒนาคุณภาพ

การทำวิจัย 

  1. ได้คำตอบที่อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
  2. อธิบายวิธีการปฏิบัติวิธีใดที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ
  3. เป็นการสร้างความรู้ที่นำสู่การพัฒนาคุณภาพ

งานวิจัยกับการพัฒนาคุณภาพ

การทำวิจัย 

  • ได้คำตอบที่อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
  • อธิบายวิธีการปฏิบัติวิธีใดที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ
  • เป็นการสร้างความรู้ที่นำสู่การพัฒนาคุณภาพ

การใช้ผลการวิจัย

  • เป็นการถ่ายทอดผลลัพธ์ของงานวิจัย
  • หนึ่งเรื่องหรือผลลัพธ์ของงานวิจัยมากกว่าหนึ่งเรื่อง  หรือเป็นกลุ่มงานวิจัยที่ได้ ทบทวนอย่างเป็นระบบลงสู่การปฏิบัติ เป็นอีกวิถีทางหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพ

จงวิเคราะห์ตนเองท่านอยู่ในกลุ่มใด ?

กลุ่ม 1 เก็บข้อมูลเอาไว้บ้างแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปอย่างไร

กลุ่ม 2 มีโครงการ วิจัยหรือมีหัวข้ออยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มทำ

กลุ่ม 3 สนใจที่จะทำงานวิจัยมาก  แต่ยังไม่มีโครงการแน่นอน

กลุ่ม 4 สนใจที่จะทำวิจัยพอควร แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่

กลุ่ม 5 ไม่ต้องการทำวิจัยเลย  คิดว่ายุ่งยาก และไม่สนใจ

ทั้ง 5 กลุ่มนี้  สามารถทำงานวิจัยได้สำเร็จทั้งสิ้น โดยการเริ่มต้นที่ไม่เหมือนกัน  และอาจใช้เวลาต่างกัน

กลุ่ม 1 เก็บข้อมูลมาบ้างแล้ว

ลองเอาข้อมูลเดิมมาพิจารณา  แล้วดูว่าเราจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

การวิจัยเป็นแบบ survey เพื่อดูอุบัติการณ์ของปัญหาบางอย่าง

กลุ่ม 2 มีโครงการวิจัยหรือมีหัวข้ออยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มทำ

เริ่มต้นปรับโครงการเดิม  โดยเขียนให้ชัดเจนขึ้น  มีการทบทวนเอกสารมากขึ้น  และส่งขอทุนวิจัย

กลุ่ม 3 สนใจมาก  แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

ดูปัญหาใกล้ตัว  วิเคราะห์ปัญหาให้ชัด เริ่มพัฒนาโครงการตามขั้นตอน

กลุ่ม 4 สนใจพอควร  แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่

อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องมากๆ  เพื่อกระตุ้นให้คิดได้  ศึกษาบทเรียนของผู้อื่น  ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้เกิดการต่อยอดความคิดของตนเอง

กลุ่ม 5 ไม่ต้องการทำวิจัยเลย คิดว่ายุ่งยาก และไม่สนใจ   

  1. ลองคิดใหม่อีกครั้ง
  2. ลองหาทางทำงานวิชาการประเภท

อื่นๆที่เทียบเคียง

-งานทบทวนงานวิจัย

-โครงการใช้ผลการวิจัย

(research utilization)

งานสองประเภทหลังเป็นงาน วิชาการที่เหมาะมากสำหรับนักปฏิบัติ

จริยธรรมของการวิจัยทางสังคมศาสตร์และจรรยาบรรณนักวิจัย

จริยธรรมการวิจัย

  • žหมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ดีงามในการวิจัย นักวิจัยจะต้องทราบว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรเหมาะสม และอะไรไม่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ขัดกับหลักศีลธรรมและบรรทัดฐานของสังคม

จรรยาบรรณนักวิจัย

  • žหมายถึง หลักเกณฑ์ควรประพฤติปฏิบัติของนักวิจัยทั่วไปเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม
  • žสภาวิจัยแห่งชาติได้กำหนดจรรยาบรรณของนักวิจัย

ข้อกำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติ

  1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
             1)นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
             2)นักวิจัยต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย
             3)นักวิจัยต้องมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
        2.  นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
             1)นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย
             2)นักวิจัยต้องอุทิศเวลาทำงานวิจัย
             3)นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบในการทำวิจัย

ข้อกำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติ

  • นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
  1. นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
  2. นักวิจัยต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย
  3. นักวิจัยต้องมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
  • นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กันหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
  1. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย
  2. นักวิจัยต้องอุทิศเวลาทำงานวิจัย
  3. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบในการทำวิจัย

ข้อกำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติ (ต่อ)

  • นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
  1. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ ความชำนาญ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ
  2. นักวิจัยต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพของงานวิจัยในสาขาวิชาการนั้นๆ
  • นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
  • นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
  • นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
  • นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
  • นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
  • นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s